ทำไมรถ EV ? ต้องพิถีพิถันเรื่องยางเป็นพิเศษ
เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น จะมีการใช้แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์หลักสำคัญในการทำให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าบนท้องถนนได้อย่างคล่องตัว ซึ่งตัวของรถยนต์ไฟฟ้า มักจะมีน้ำหนักมากตามขนาดของแบตเตอรี่ แต่มีข้อดีคือให้สมรรถนะการขับขี่ ที่ไร้เสียง และให้ความเงียบได้มากกว่ารถน้ำมันทั่วไปได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานได้มากยิ่งขึ้น ยางรถยนต์ไฟฟ้า จึงได้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น จากยางรถยนต์ธรรมดาแบบเดิมได้มากถึง 10-20% เพื่อรองรับน้ำหนักรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่หนักมากกว่ารถยนต์อื่นทั่วไป พร้อมรับแรงบิดจากมอเตอร์ที่มาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่ายางรถยนต์ปกติทั่วไปอีกด้วยค่ะ
ทำไมถึงต้องเลือกเปลี่ยนยางรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ!!
รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ที่ปล่อยเสียงรบกวนขณะขับขี่ : ในระหว่างการเดินทาง ห้องโดยสารของรถบนต์ไฟฟ้า ค่อนข้างมีความเงียบ ส่งผลให้ผู้โดยสารได้ยินเสียงรบกวนได้ง่ายกว่าปกติ ในรถบางรุ่นของยางรถยนต์ไฟฟ้า จึงมีฟองน้ำบุอยู่ภายในล้อเพื่อช่วยดูดซับเสียง เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นในห้องโดยสารได้
รถยนต์ไฟฟ้ามีเเรงบิดเเละกำลังส่งสูงกว่ารถน้ำมัน : เมื่อรถยนต์ไฟฟ้า มีกำลังส่งสูง ย่อมเกิดเเรงเสียดสีที่มากตามมา ยางรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องมีคุณสมบัติ การยึดเกาะที่สูง และทนทานต่อเเรงเสียดสีที่มีมากขึ้นให้ได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการลดโอกาสการสึกหรอของยางและเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ควรเลือกยางที่เหมาะสมและตรงรุ่นรถของรถยนต์ไฟฟ้าจะดีที่สุดค่ะ
รถยนต์ไฟฟ้ามีเเบตเตอรี่สำรองพลังงานขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บพลังงาน : รถไฟฟ้ามีขนาดแบตตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมาก ยางรถยนต์ที่เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้า ควรมีความสามารถในการรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม
รถยนต์ไฟฟ้ามีระบบเบรก Regenerative Braking : ระบบนี้ จะอาศัยการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ประกอบกับน้ำหนักที่มีมากขึ้นส่งผลให้เกิดความเฉื่อยเพิ่มขึ้น ยางรถยนต์ ที่เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้าของคุณ จึงจะต้องมีประสิทธิภาพสูง ในการยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดีค่ะ
รถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน : ยิ่งรถของคุณประหยัดพลังงานได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งวิ่งได้ระยะทางไกลมากขึ้นเท่านั้น การเลือกยางรถไฟฟ้าที่มีความต้านทานการหมุนต่ำ สามารถช่วยให้เกิดการสูญเสียพลังงานได้น้อยที่สุด
เคล็ดลับการดูแลยางรถยนต์ไฟฟ้า ให้ใช้งานได้ยาวนานและปลอดภัย
1.ควรเช็กแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ
รถยนต์ไฟฟ้ามีน้ำหนักแบตเตอรี่ค่อนข้างมาก หากแรงดันลมยางอ่อน หรือไม่บาลานซ์กับตัวรถ อาจส่งผลทำให้ยางสึก ก่อนเวลาอันควรได้ ดังนั้นควรตรวจเช็กสภาพลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือก่อนเดินทางไกล และควรเปลี่ยนยางทุก ๆ 3-4 ปี ขึ้นไป หรือตามสภาพการเดินทางขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์จะดีที่สุดค่ะ
2.สลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร
น้ำหนักของแบตเตอรี่และแรงบิดของรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลต่ออัตราการสึกของยางรถยนต์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะล้อขับเคลื่อน ที่ต้องรับแรงเสียดทานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดอกยางสึกหรอได้ไวกว่าปกติ ดังนั้น ควรสลับยางทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร เพื่อยืดอายุการใช้งาน และช่วยให้การยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี
3.การตั้งศูนย์ล้อและเช็กช่วงล่าง
ควรนำรถไฟฟ้าเข้ารับการตั้งศูนย์ล้อ และตรวจเช็กช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอ ตามที่คู่มือรถระบุไว้ และควรทำการปรับมุมล้อให้ตรงสเปก รวมถึงตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยวและโช้คอัพเพื่อความปลอดภัย และควรใช้บริการศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อมาตราฐานความปลอดภัยต่อรถของคุณเองด้วย
4.เลือกยางที่เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า
การเลือกยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ควรเลือกยางที่มีคุณสมบัติที่รองรับน้ำหนักได้มาก, มีความทนทานต่อแรงบิดสูง, ลดเสียงรบกวน และมีค่าความต้านทานการหมุนต่ำ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้า และที่สำคัญ ควรเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า ให้ตรงตามสเปกตาม หรือหากมียางที่ตรงตามรุ่นรถ BYD ก็สามารถ
เปลี่ยนยางตามรุ่นได้เลยค่ะ
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหายางรถยนต์ไฟฟ้า ที่ดีมีคุณภาพและได้รับการบริการด้วยมาตราฐาน ทางเราขอแนะนำศูนย์บริการที่ BYD Metro ของเราเลยค่ะ ด้วยศูนย์บริการครบวงจร ที่พร้อมให้บริการด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญมากฝีมือ ที่คอยให้คำแนะนำและให้บริการคุณ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสต็อคยาง BYD เฉพาะรุ่น เพื่อรองรับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ให้กับคุณได้อย่างตรงจุด และเพื่อช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่ ทำให้การเดินทางของคุณนั้นสะดวกสบายและปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น เลือกศูนย์บริการ BYD ไว้วางใจ ให้เราดูแล เลือก #บีวายดีเมโทร
ศูนย์บริการ Metromobile ทั้ง3 สาขา
สาขาพระราม 3 — โทร 02-291-8889
สาขาตลิ่งชัน — โทร 02-448-3999
สาขาอ่อนนุช — โทร 080-416-1888
หรือแอดไลน์ติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรงได้ที่ Line OA : @bydmetromobile



